เปิดแนวปฏิบัติทาง ครม.รักษาการ ทำอะไรได้บ้าง ดับฝันอนุทินได้ไหม

เปิดแนวปฏิบัติทาง ครม.รักษาการ ทำอะไรได้บ้าง ยุบสภาดักทาง ดับฝัน “อนุทิน” นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้หรือไม่
30 สิงหาคม 2568 พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กระเด็นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และยังมีผลให้ ครม.แพทองธารพ้นเก้าอี้ไปด้วย ตกอยู่ในสภาพ ครม.รักษาการ ซึ่งตอนนี้มี นายภูมิธรรม เวชยชัย ทำหน้าที่รักษาการนายกฯ มีการประชุม ครม.นัดพิเศษ ในเช้าวันนี้ คาดหมายว่า จะเป็นการหารือและรับทราบแนวปฏิบัติของ ครม.รักษาการ จากเลขาธิการ ครม.ที่จะมารายงาน
ทั้งนี้ สถานะ ครม.รักษาการ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เคยมีมาแล้ว ในรัฐบาลเพื่อไทย ในยุคที่ นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งจากมติศาล รธน.เช่นกัน โดยครั้งนั้น “ณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์” เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ออกหนังสือเวียน ชี้แจงถึงสถานะของครม.โดยระบุไว้ดังนี้
1.1 คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
(ไม่เรียกว่า รักษาการ และได้รับเงินเดือนแต่ยังไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน)
1.2 คณะรัฐมนตรียังคงมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประเทศเท่าที่จำเป็นทุกประการ กรณีมีสถานการณ์คุกคามความมั่นคงของชาติ ย่อมมีอำนาจหน้าที่ที่จะประกาศมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติได้ เช่น ประกาศภาวะฉุกเฉินหรือประกาศ กฎอัยการศึก เป็นต้น
1.3 การลงชื่อตำแหน่งของรัฐมนตรี ยังคงลงชื่อในตำแหน่งเดิม มิใช่เป็นการรักษาการหรือรักษาการในตำแหน่ง

2.หลักการเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี
2.1 เรื่องที่เป็นนโยบายใหม่ซึ่งมีผลผูกพันคณะรัฐนตรีชุดใหม่ ไม่ควรพิจารณา
2.2 เรื่องที่จำเป็น เร่งด่วน หรือเรื่องที่ต่อเนื่องให้พิจารณาดำเนินการเป็นเรื่อง ๆ ไป
ทั้งนี้ ข้าราชการการเมืองที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้แทนการค้าไทยตามระเบียบ
สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย พ.ศ.2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 /และ …และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย ซึ่งหากจะให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้ดำเนินการแต่งตั้ง ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดด้วย


อ่านอีกรอบจากเลขากฤษฎีกา “บิ๊กอ้วน”ไม่มีอำนาจ”ยุบสภา”
มีรายงานว่า ทางเลือกสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย หากไม่สามารถรวมเสียง ดันแคนดิเดตนายกฯ ชัยเกษม นิติสิริ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อจาก แพทองธาร ชินวัตร ได้ ก็เริ่มมีการพูดถึงอีกครั้งว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกฯ จะเลือกตัดสินใจ “ยุบสภา” หรือไม่
โดยประเด็น รักษาราชการแทนนายกฯ จะมีอำนาจ “ยุบสภา” หรือไม่ เคยเป็นที่ถกเถียงกันมาหลายรอบแล้ว ในแวดวงนักวิชาการ หรือแม้แต่ คนในคณะรัฐมนตรี ระดับที่ปรึกษาทางกฎหมาย ไม่ว่าเป็น นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ หรือแม้แต่ นายปกรณ์ นิลประพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกา
อีกทั้งเช้าวันนี้ นายภูมิธรรม จะทำหน้าที่ เป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ แน่นอนว่าจะมีเลขาธิการ ครม.เลขาธิการกฤษฎีกา เข้าร่วมประชุมด้วย
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โพสต์ข้อความยืนยันว่ารักษาการนายกรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจยุบสภาแทนนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อความว่า
อธิบายซ้ำ : ผมอธิบายว่าตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของบ้านเรา การเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีและการยุบสภา เป็นอำนาจเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศที่ปกครองในระบอบรัฐสภาแบบ Westminster เป็นไปตาม “หลักความไว้วางใจ”
ประเทศไทยจะเห็นได้ชัดในประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความสรุปว่า ประธานสภา … กราบบังคมทูลว่าสภาลงมติไว้วางใจให้ นาย/นางสาว … เป็นนายกรัฐมตรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วนกรณีประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ก็ชัดเจนว่า บัดนี้นาย/นางสาว… นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรไว้วางใจให้เป็นรัฐมนตรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตั้งบุคคลดังต่อไปนี้เป็นรัฐมนตรี
จะเห็นได้ชัดว่าเป็นความไว้วางใจมาเป็นทอดๆ และพระมหากษัตริย์ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตามที่สภาเสนอและประธานสภานำความกราบบังคมทูล หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ตามที่นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลว่าสมควรไว้วางใจ
โดยนัยนี้เอง รองนายกรัฐมนตรี (รนม.) รักษาราชการแทนนายกฯ จึงไม่มีอำนาจเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรี หรือเสนอให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เพราะ รนม. รักษาราชการแทน นรม. นั้นเป็นเพียงรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งได้รับความไว้วางใจจาก นรม. เฉกเช่นเดียวกับ รมต. คนอื่น ไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร จึงจะแต่งตั้งหรือปลด รมต. คนอื่นๆ มิได้หรือยิ่งไปกว่านั้นคือ รนม. รักษาราชการแทน นรม. จะเสนอให้ยุบสภา ถ้ายังมีผู้ดำรงตำแหน่ง นรม. อยู่ ยิ่งไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้ได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร หากเป็นเพียงผู้ซึ่ง นรม. ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ว่าเป็นผู้สมควรไว้วางใจให้แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเท่านั้น
กล่าวได้ว่าการกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รมต. ก็ดี หรือถวายคำแนะนำให้ยุบสภาก็ดี เป็นเรื่องของของนรม. ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยแท้
ถ้า นรม. พ้นจากตำแหน่ง รนม. รักษาราชการแทน นรม. จะมีอำนาจเช่นนั้นหรือไม่ ต้องทราบว่าถ้า นรม. พ้นจากตำแหน่งไปไม่ว่าด้วยเหตุใด ผลคือคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และรัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับไว้ว่า เมื่อ ครม. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้ดำเนินการเพื่อให้มี ครม .ขึ้นใหม่
implication จึงชัดเจนว่าสภาต้องดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกครม. ใหม่ขึ้น
ดังนั้น จึงต้องมีสภาอยู่เพื่อดำเนินการดังกล่าว เป็นบทบังคับที่ต้องดำเนินการ สภาจึงไม่อาจถูกยุบได้ในห้วงเวลานี้ และถึงอยากจะทำก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีความชอบธรรมที่จะทำดังกล่าวมาข้างต้น
ถ้า นรม. เกิดป่วยจนปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้โดยสิ้นเชิง รนม.รักษาราชการแทน นรม.จะกราบบังคมทูลเพื่อยุบสภาได้ไหม ต้องบอกว่าในระบบความไว้วางใจนั้น ถ้าผู้ซึ่งสภาให้ความไว้วางใจปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้โดยสิ้นเชิง สภาก็ต้องเรียกประชุมกันเพื่อถอดถอน
ความไว้วางใจสำหรับท่านเดิม แล้วพิจารณาลงมติกันว่าสมควรไว้วางใจผู้ใดขึ้นแทน เป็นกระบวนการของสภาที่จะต้องปรึกษาหารือตกลงกัน ไม่ใช่กิจของผู้รักษาราชการแทน
ย้ำว่าคำว่า “ไว้วางใจ” ในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ “แบบ” แต่มันคือ”ระบบ”คณะ และรัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับไว้ว่า เมื่อ ครม. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้ดำเนินการเพื่อให้มี ครม .ขึ้นใหม่
implication จึงชัดเจนว่าสภาต้องดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกครม. ใหม่ขึ้น
ดังนั้น จึงต้องมีสภาอยู่เพื่อดำเนินการดังกล่าว เป็นบทบังคับที่ต้องดำเนินการ สภาจึงไม่อาจถูกยุบได้ในห้วงเวลานี้ และถึงอยากจะทำก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีความชอบธรรมที่จะทำดังกล่าวมาข้างต้น
ถ้า นรม. เกิดป่วยจนปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้โดยสิ้นเชิง รนม.รักษาราชการแทน นรม.จะกราบบังคมทูลเพื่อยุบสภาได้ไหม ต้องบอกว่าในระบบความไว้วางใจนั้น ถ้าผู้ซึ่งสภาให้ความไว้วางใจปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้โดยสิ้นเชิง สภาก็ต้องเรียกประชุมกันเพื่อถอดถอน
ความไว้วางใจสำหรับท่านเดิม แล้วพิจารณาลงมติกันว่าสมควรไว้
วางใจผู้ใดขึ้นแทน เป็นกระบวนการของสภาที่จะต้องปรึกษาหารือตกลงกัน ไม่ใช่กิจของผู้รักษาราชการแทน
ย้ำว่าคำว่า “ไว้วางใจ” ในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ “แบบ” แต่มันคือ”ระบบ”ที่เขียนมานี้เพียงเพื่ออธิบายหลักการของรัฐธรรมนูญตามความรู้ที่ร่ำเรียนมาเท่านั้น ถ้าอยากรู้ลึกๆ ให้ไปอ่านตำราประวัติศาสตร์ของระบบรัฐสภาแบบ Westminster ดู เอา ตั้งแต่สมัยพระเจ้าGeorge I ที่เริ่มมี Prime Minister คนแรกคือ Sir RobertWhapole (later : 1st Earl of Oxford) ก็wa